พระคุณแม่

พระคุณแม่

ประการที่ ๑ ท่านให้ร่างกายพร้อมด้วยจิตใจกับเรา

ประการที่ ๒ ท่านทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของสัตวโลกทั้งโลกนั่นแหละ คือ สอนให้เรารู้จักคน รวมทั้งสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ไปตามลำดับๆ

ประการที่ ๓ ท่านสอนให้เรารู้จักกับโอกาสโลก คือ แผ่นดิน แผ่นฟ้า แผ่นน้ำ ที่เราได้อยู่อาศัย

เพราะฉะนั้น พระคุณแม่เอาจริงๆ เข้าแล้ว มีตั้งแต่ให้โอกาสเรามีชีวิตจนกระทั่งออกมาดูโลก ให้รูปร่างที่เป็นคน แล้วก็หาพื้นที่บนโลกอย่างพอเหมาะพอสม ให้เราได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข

ส่วนคำว่า “สังขารโลก” คือ ร่างกายและจิตใจ หรือพูดง่ายๆ ว่า คือตัวเรา ถ้าพูดในเชิงธรรมะ ต้องบอกว่า

ตัวเรานี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิง ไม่ว่าจะเป็นชาย จะสูงต่ำดำขาว จะโง่หรือฉลาด ก็ตาม ล้วนมีที่มา คือ กรรมดี กรรมชั่ว ที่สร้างข้ามภพข้ามชาติมานั่นเอง

แต่ถ้าพอเหมาะพอดีแก่กรรมของเราแล้ว แม่ไม่ให้ยืมท้องเกิด ต้องไปอาศัยท้องของคนอื่นเกิด นี่ยุ่งเลย เพราะของอาศัยจะให้ดีเท่าของจริงนั้น เป็นเรื่องยาก ยิ่งไปอาศัยท้องแม่ที่ไม่ได้เป็นคนล่ะก็ แย่เลย

เพราะฉะนั้น แค่แม่ให้อาศัยท้องเกิด ให้มีรูปร่างที่เป็นคน แล้วก็มีคุณภาพขนาดนี้ พระคุณของท่านไม่ต้องพูดกัน ว่าจะมากมายขนาดไหน

แม้ว่าบางคนเมื่อคลอดออกมาแล้ว อาจจะไม่หล่อ อาจจะไม่สวย หรืออาจจะพิกลพิการ บางส่วนไปบ้าง ก็อย่าเพิ่งน้อยใจ อย่าไปตัดพ้อต่อว่าใคร ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองดีกว่า ว่าเราสร้างความดี มาไม่พอ เราทำกรรมมาไม่ดีเอง เราถึงได้เป็นอย่างนี้ และไม่ต้องพิกลพิการไปมากกว่านี้ก็ดีแล้ว

ยกตัวอย่างแม้ตาจะบอดไปสักข้าง หรือขาจะเป๋ไปบ้าง ก็ก้มหน้ารับกรรม ที่เราเคยทำมาเถอะ ได้เกิดเป็นคนก็ดีแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็ยัง มีโอกาสสร้างความดี นี่ถ้าไปเกิดเป็นสุนัขล่ะก็ สร้างความดี อย่างนี้ไม่ได้หรอก

แต่ไม่ว่าจะมีสภาพอย่างไร เมื่อคลอดออกมาแล้ว แม่ก็เลี้ยงด้วยความเต็มอกเต็มใจ คอยประคบประหงม มาอย่างดี ไม่ได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์เลย เลี้ยงอย่างสุดฝีมือ เต็มกำลัง ของท่านทีเดียว

ความจริงเวลาที่ คลอดออกมาใหม่ๆ นั้น ตัวของเราแดง อย่างกับลูกนกอนาคต จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จะมีเชื้อพิการ หรือจะมีเชื้อโรคร้ายอยู่ในตัวบ้างหรือเปล่า ก็ไม่รู้ แต่ว่าแม่ก็ยัง สู้อุตส่าห์เลี้ยงดูมาอย่างดี เหนื่อยแทบตายก็เลี้ยง เสี่ยงเท่าไหร่ก็เลี้ยง ทั้งที่เราก็ไม่เคยรับปาก เลยว่า พอโตขึ้นมาจะทำ อะไรให้ท่านบ้าง สัญญาสักฉบับก็ไม่เคยทำให้ท่าน

ในขณะที่เราจะทำอะไรให้ใครสักอย่าง แค่จะให้เขายืมเงินสัก ๑,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ยังต้องให้เขาทำสัญญาเสียก่อน แต่แม่เลี้ยงเรามาไม่รู้หมดเงินไปเท่าไหร่ สัญญาสักฉบับก็ไม่เคยมี
ถามว่าท่านโง่หรือ ท่านไม่ได้โง่หรอก แต่เพราะท่านมีความเมตตากรุณากับเราอย่างท่วมท้นนั่นเอง ท่านจึงเลี้ยงเรามา

เพราะฉะนั้น ถ้าใครเคยคิดตัดพ้อต่อว่าคุณแม่ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร แม้สักนิดหนึ่งก็ตาม วันแม่แห่งชาติที่จะถึงนี้ รีบไปกราบขอโทษท่าน หรือไม่ต้องรอจนถึงวันแม่แห่งชาติก็ได้ คืนนี้ไปกราบ ขอโทษท่านเสียดีๆ
ส่วนผู้ที่คุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว ก็กลับไปจุดธูปจุดเทียนไว้ให้ดี แล้วคืนนี้นั่งสมาธิส่งบุญกุศล ไปให้ท่านเยอะๆ

แล้วรูปร่าง ที่เป็นมนุษย์ ที่แม่ให้มานี้ดีอย่างไร ร่างกายมนุษย์เมื่อ เทียบกับร่างกายเสือ ร่างกายช้าง ถ้าพูดถึงความแข็งแกร่ง ความแข็งแรง ก็สู้เสือ สู้ช้าง ไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น ร่างกายมนุษย์นี้ ก็เหมาะในการ ที่จะทำความดีได้ ทุกรูปแบบ ซึ่งสัตวโลก ชนิดอื่นทำไม่ได้

ยกตัวอย่าง เสือ ช้าง จะแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม มันก็ได้แต่แข็งแรงเท่านั้น จะเอาไปประกอบ คุณงาม ความดีอะไรก็ไม่ได้ แค่จะเอาอาหารไปฝาก แม่ของมันสักมื้อ ก็ยากแล้ว แต่มนุษย์ทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย
เพราะฉะนั้น รูปร่างของคนเรานี้ ถ้าเปรียบเป็นโรงงาน ก็เป็นโรงงานชนิด ที่สามารถผลิตความดี ได้อย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด กว่าบรรดาโรงงานทั้งหลาย

ร่างกายที่มีประสิทธิภาพอย่างนี้ เราได้มาจากแม่ แม่ให้โรงงานนี้แก่เรา ไม่ใช่คนอื่นให้ และไม่ใช่เทวดาเสกมาให้ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สังขารโลกของเรา มีคุณตรงที่ว่า สามารถเอามา ประกอบคุณงามความดีได้สารพัด

แต่ว่าถ้าแม่ไม่ได้อบรม ไม่ได้สั่งสอน ไม่ได้ปลูกฝังให้เราทำแต่ความดีเรื่อยมาแล้ว เราก็อาจจะเอาสังขารโลกที่ได้มา ไปใช้ในทางที่เสื่อมเสีย หรือเอาไปใช้ถล่มทลายเหมือนอย่างกับหลายๆ คนในโลกนี้ ที่เขาถล่มทลายสังขารโลกของเขา ให้เราดู

ยกตัวอย่าง ที่เราต้องมาเป็นกัลยาณมิตรให้กับเขา ต้องมาต่อสู้ ต้องมารณรงค์กันทุกวันนี้ ก็เนื่องจากเห็นเขากำลังทำลายสังขารโลกของตัวเอง ด้วยการดื่มเหล้าบ้าง ด้วยการสูบบุหรี่บ้าง เราก็เลย ต้องมา เทเหล้าเผาบุหรี่ช่วยเขาอยู่นี่ ซึ่งถ้าไม่ได้คุณแม่ปูพื้นฐานมาให้ตั้งแต่ต้น เราก็คงจะมอง ไม่ออกเหมือนกัน

เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นทางแห่งความดีทั้งหลายของเรา จึงเริ่มต้นมาจากแม่ทั้งนั้น อย่านึกว่า ตัวเองเก่งไป แค่ท่านจับโยนลงถังขยะ หรือไม่ยอมให้เกิดในท้องของท่านล่ะก็ ไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้กันหรอก

เพราะฉะนั้น พระคุณของแม่ที่อุปมาว่า พรรณนาจนกระทั่ง แผ่นฟ้าเต็มไปด้วยตัวอักษร น้ำในมหาสมุทรที่เอา มาแทนน้ำหมึก ก็เหือดแห้งไป และเขาพระสุเมรุ ที่เอามาใช้เป็นปากกา ก็สึกไปจนหมดนั้น ท่านหมายถึง แม่ประเภทที่ นอกจากให้ชีวิต ให้ร่างกายที่เป็นมนุษย์แล้ว ยังให้การอบรมสั่งสอน ให้ลูกเป็นคนดีทั้งทางโลกและทางธรรม จนกระทั่งลูกสามารถ เข้าถึงพระธรรมกายในตัวได้ ซึ่งเรียกว่า “แม่แก้ว” นั่นเอง

ไม่ใช่แม่ประเภทที่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ อยู่นั่นแหละ เลี้ยงลูกแค่พอให้โตขึ้นมา แล้วต่างคนก็ต่างไป

“ลูกเอ๊ย แม่รักลูกมาก เอากะลานี้ไปขอทานนะ ถ้าเป็นคนอื่นแม่ไม่ให้หรอก”

หรือว่า “แม่รักลูกมาก แม่จึงสอนวิชาขโมยให้” อย่างนี้ไม่ใช่แม่แก้วแล้ว

ส่วนผู้ที่เป็นลูกก็เหมือนกัน นอกจากจะทำตัวเป็นลูกที่ดี เชื่อฟังและทำตามที่คุณแม่ ได้อบรมสั่งสอนอย่างดีแล้ว ถ้าคุณแม่ของใครยังไม่ทำทาน ยังไม่รักษาศีล ยังไม่นั่งสมาธิ ก็ต้องพยายาม ที่จะทำให้ท่าน รักในการทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิ จนกระทั่งท่านเข้าถึงพระธรรมกายในตัวได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่ลูกแก้วอีกเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ต่างคนต่างกลับไปดูใจของตัวเองก็แล้วกัน ว่าเป็นแม่แก้ว หรือว่าเป็นลูกแก้ว กันหรือยัง

บทสวดมนต์

บทสวดมนต์ บูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

บทสวดมนต์ แผ่เมตตาแก่ตนเอง

กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (กราบ 3 ครั้ง)

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์การทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกภัยทั้งสิ้นเถิด

บทสวดมนต์ แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทสวดมนต์ บทแผ่ส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่บิดามารดาของข้าพเจ้า ขอให้บิดามารดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของรข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ.

บทสวดมนต์ก่อนนอนที่ถูกต้อง ของการอธิฐานอโหสิกรรมต่อกัน

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม

กรรมใดๆ ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใด โดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี จงยกโทษให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า
แม้กรรมใด ที่ใครทำแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอโหสิกรรมให้ ยกถวายเป็นอภัยทาน ให้เขาเหล่านั้นมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า จะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป

ด้วยอนิสงส์แห่งบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัวพ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจ ปราถนาสิ่งใด อันเป็นไปโดยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงพลันสำเร็จด้วยเทอญ

นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

เมื่อคุณสวดบทสวดมนต์ก่อนนอนที่ถูกต้องแล้วภาวนาบทสวดมนต์แล้ว จากนั้นให้นั่งทำสมาธิซักพักแล้วค่อยนอนจะดีที่สุด

ตายแล้วไปไหน

ชีวิต…หลังความตาย

เมื่อยามที่ยังมีชีวิตอยู่ เรามักไม่ได้คิดถึงเรื่องความตายอย่างลึกซึ้งว่าคนเราตายแล้วไปไหน ตายแล้วจะได้เกิดอีกหรือไม่ และนรกสวรรค์มีอยู่จริงหรือ คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อเพียงว่า เมื่อตายแล้ววิญญาณของเราจะยังคงวนเวียนอยู่ แต่มีน้อยคนที่จะคิดต่อว่า ในเมื่อวิญญาณของเรายังคงอยู่ หลังความตายเราจะไปที่ใดต่อและต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง นี่ยังคงเป็นปริศนาหลังความตายที่น่าสนใจและยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ ในทางพระพุทธศาสนา องค์พระสัมมาสัมพุพธเจ้าได้ทรงกล่าวถึงความตายไว้ว่า ความตายที่แท้จริงนั้นไม่มี การที่ร่างกายเสื่อมสลายหายไป เป็นเพียงการแตกสลายแยกกันไปของธาตุที่เคยรวมกันอยู่ เหลือเพียงดวงจิตของเราซึ่งจะท่องไปตามเหตุ ตามกรรม ในต่างวาระ นั่นก็คือการเวียนว่ายตายเกิด หรือที่เรียกว่า “สังสารวัฏ” โดยเชื่อว่าคนเราทุกคนล้วนเคยเกิดมาแล้วทั้งสิ้นนับครั้งไม่ถ้วน ในภพภูมิที่ดีบ้างและไม่ดีบ้างตามกฏแห่งกรรมหรือผลของการกระทำที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว หากยังประกอบกรรมชั่วไว้มาก จิตยังมีกิเลสอยู่มาก ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้นในภพภูมิที่ต่ำซึ่งมีแต่ความทุกข์ทรมาน หากประกอบกรรมดีมากขึ้น รู้จักขัดเกลาจิตให้ละกิเลสได้มากขึ้น ก็จะทำให้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นซึ่งมีความประเสริฐสุขมากขึ้น และหากประกอบแต่กรรมดี สามารถอบรมจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากซึ่งกิเลสทั้งมวล ก็จะได้ “นิพพาน” นั่นคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งถือเป็นความสุขอันแท้จริงยิ่งใหญ่และเป็นจุดหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ได้ถูกหลอมรวมผสานผสมกลมกลืนเข้ากับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์ “ไตรภูมิพระร่วง” ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาในไทยมาตลอดช่วงเวลา ๗๐๐ ปี โดยการสร้างภาพความน่ากลัวของนรกและภาพความสมบูรณ์พูนสุขในสวรรค์ ให้เห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ใครทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์หรือหากเกิดใหม่ในชาติหน้าก็จะพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ส่วนใครที่ทำความชั่ว ชอบก่อกรรมทำเข็ญ ก็จะต้องตกนรกหมกไหม้ หรือหากได้เกิดใหม่ในชาติหน้าก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน และนี่ได้กลายเป็นแก่นของคติความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายและความเชื่อเรื่องภพชาติหน้าซึ่งได้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของความเชื่อในลักษณะต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ให้ไว้เป็นวิทยาทาน เรื่องที่ ๑

ไขปริศนาชีวิต ๔๙ วัน หลังความตาย
มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย เพราะการ “ตาย” หมายถึง สภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตหรือวิญญาณได้อีกต่อไป ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้ว แต่วิญญาณจะยังคงอยู่ ดวงวิญญาณที่ออกจากร่าง ในช่วงแรกจะยังคงวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณที่ชะตาถึงฆาตนั้นไปยังยมโลก เพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่วที่ได้ทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ วิญญาณที่ทำบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก ๘ ขุมใหญ่ แต่ะละขุมแบ่งย่อยออกเป็น ๓๖ แห่ง แต่ละแห่งจะมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก ๘๐๐ ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง ๘ หลุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์ หรือเรียกว่า “อนันตริยกรรม” มีอยู่ ๕ อย่าง คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ยุยงให้สงฆ์แตกแยก และ ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
หลังจากที่คนเราตายประมาณ ๑-๒ วัน ปกติแล้วเราจะไม่รู้ว่าตัวเองตายกระทั่งจนถึงวันที่ ๗ จึงจะรู้ว่าตัวเองตายแล้ว จากนั้นวิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ ๔๙ วัน เพื่อรอการพิจารณาคดี ในระหว่างนั้นผู้ตายก็จะรอการอุทิศบุญกุศลจากลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่
ปรากฏการณ์ ชีวิต ๔๙ วัน หลังความตาย นับตั้งแต่ที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่าง เป็นการเปิดฉากชีวิตหลังความตายขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังแต่ตัวเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ไปได้ นอกจากบาปกับบุญที่ได้ทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
ระยะเวลา ๔๙ วัน ของชีวิตหลังความตาย แบ่งออกที่ละ ๗ วัน จึงทั้งหมด ๗ รอบ ดังนี้
๗ วัน รอบแรก วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าที่ดุร้ายเหมือนเสือคอยขวางทางอยู่ เมื่อวิญญาณที่มีบาปไปถึงก็จะเกิดความหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้นก้กระโจนเข้าขย้ำขบกัดจนเลือดท่วมตัวและกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ส่วนวิญญาณที่ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงดงหมาป่าก็จะมีหมู่เทวทูตคอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉย ไม่กล้าทำอันตราย วิญญาณนั้นจึงผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
๗ วัน รอบที่สอง เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่านดูแลอยู่ หากเห็นเป็นวิญญาณบาปก็จะทุบตีอย่างไม่ปราณีและยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้ ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีและสามารถผ่านด่านนั้นไปได้โดยปลอดภัย
๗ วัน รอบที่สาม เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรม ยามที่มีชีวิตอยู่ได้ทำความชั่วอะไรไว้ ภาพเหล่านั้นก็จะปรากฏขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ แม้วิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิดจากการได้ดูภาพในกระจก แต่ก็สายเกินไปและไม่สามารถลดล้างความชั่วที่เคยทำไว้ได้ ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงจะได้รับการต้อนรับโดยมีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวดูนรกขุมต่าง ๆ และพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องผู้ที่ทำบาปซึ่งกำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด
๗ วัน รอบที่สี่ เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทอง การจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์
๗ วัน รอบที่ห้า วิญญาณผู้ตายจะเดินทางมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลาน คนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความโสกเศร้าเสียใจกับการตายของตน ถึงตอนนี้จึงได้รู้แน่ชัดว่าตนเองได้ตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีก จึงได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์
๗ วัน รอบที่หก วิญญาณผู้ตายจะมาถึงด่านคุมบัญชี ยมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญที่ผู้ตายได้สร้างสมไว้ตอนมีชีวิต หลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ ก็จะส่งไปยังนรกภูมิ เพื่อรับความทุกข์อย่างเวทนา
๗ วัน รอบสุดท้าย วิญญาณผู้ตายจะมาถึงด่านตรวจสอบ ซึ่งอยู่ถัดต่อเนื่องมาจากด่านคุมบัญชียมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่า ผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกินเจ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็ลหุโทษ (ลดโทษให้เบาลง) ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว

ธรรมทาน

สพพทานํ ธมมทานํ ชินาติ ธรรมทานชนะการให้ทานอื่นทั้งปวง แล้วอย่างไรบ้างจึงเรียกว่า “ธรรมทาน”

ทานกุศลแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ 1. อามิสทาน 2.ธรรมทานและอภัยทาน

อย่างไรจึงเรียกว่า ธรรมทาน ?

ปฏิบัติ ธรรมเองเพื่อชำระกิเลสออกจากกาย วาจา ใจของตนเอง ตั้งตนอยู่ในคุณความดี เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น เรียกว่าแจกธรรมะ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ที่ดำเนินชีวิตประจำวันพูดแต่คำพูดไม่ดี ทำแต่กรรมที่ไม่ดี คิดแต่ความคิดที่ไม่ดีมาตลอด ประพฤติปฏิบัติตัวอย่างที่เลวแก่ผู้อื่น ชื่อว่าแจกอธรรม

ธรรมทาน ต้องปฏิบัติเองเพื่อละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส เพื่อชำระกิเลสหยาบ กลาง และละเอียดๆ ยิ่งๆขึ้นไปถึงวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์แห่งใจ แล้วจึงจะพบสันติสงบ และจะถึงนิพพานคือความดับกิเลสไม่มีเหลือ

จะถึงนิพพานต้องเป็นลำดับจนถึงที่สุดอย่างถาวรนี่เรี ยกว่าธรรมทาน

เบื้องต้นเป็น ปฐมคือทำความดี ละชั่ว ทำใจให้ใสเองทั้งหมด และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น แล้วยังให้การแนะนำสั่งสอนอบรมผู้อื่น ให้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรม พระวินัย และสนับสนุนอุปการะแก่ความประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอ บเช่นนั้นของบุคค หรือคณะบุคคล ผู้ที่กำลังเพียรประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อชำระกิเลสแห ่งทุกข์นั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ตรงนี้ก็ยิ่งด้วยธรรมทานไปอีก

อย่างไรเรียก อภัยทาน ?

ก็ เมื่อบุคคลเจริญธรรมขึ้นด้วยทานกุศล ศีลกุศล และภาวนากุศล เพื่อละชั่ว ทำดี ฝึกอบรมจิตใจให้ผ่องใสและอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์ยิ่งข ึ้นเพียงใด ความเข้าใจ ความซึ้งใจในบาปบุญคุณโทษก็เจริญมากขึ้น

และพรหมวิหาร ธรรมอันมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เจริญขึ้นเป็นบุญบารมี เป็นเมตตาบารมี และ อุเบกขาบารมี อุปบารมี และ ปรมัตถบารมียิ่งขึ้นเพียงนั้น